ผู้ติดตาม

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2550

What's this???

SAD...
โหน่งโทรมาบอกว่า เมื่อคืนลองนั่งคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองดู เขาว่ายังไม่พร้อมจะมีใคร เขามีความสุขที่ได้อยู่คนเดียว แต่เขาก็มีความสุขและรู้สึกดีที่ได้คุยกับพี่ ... (อึ้ง)

มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมทำอะไรให้เขารู้สึกไม่ดีแบบนั้นหรือป่าว? พอฟังที่เธอบอกแล้วผมก็เริ่มสับสนมากอยู่เหมือนกัน ว่าตกลงแล้วเราควรจะไปจากเธองั้นหรือ แต่ผมทำไม่ได้หรอกเพราะตั้งใจแล้ว และคิดว่าผมต้องการใช้เวลาที่เหลือกับเธอจริง ๆ ผมเข้าใจความรู้สึกเธอดี แค่อาจจะยังสับสนและยังนึกถึงเรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธออยู่ ผมคงต้องใช้เวลาให้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เธอได้เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดกับเธอผมต้องการทำมันให้เกิดขึ้นจริง ๆ ...

เธอบอกเพียงว่าไม่อยากให้ใครมาหวังอะไรในตัวเธอมาก ไม่อยากให้ใครมาคิดถึง และตัวเธอเองไม่อยากคิดถึงหรือเป็นห่วงใคร (ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมเธอถึงพูดแบบนี้) ผมเองก็ไม่เคยต้องการบังคับให้ใครมาทำอะไรเพื่อผมโดยที่เขาไม่เต็มใจเหมือนกันแค่อยากให้เขาเป็นธรรมดาของตัวเขาเอง และทำทุกอย่างให้เราด้วยใจ

หลาย ๆ คำพูดที่จำได้และจำไว้มันถึงทำให้ผมรู้สึกสับสน และงงกับคำพูดของเธอในวันนี้ คืนวันที่ 29 ก.ค. ผมนั่งดื่มอยู่กับเพื่อนที่บริเวณแยก เสนานิคม เป็นร้านอาหารกึ่งผับเล็ก ๆ คืนนั้นเธอบอกว่า เธอยอมรับว่าผมกับเธอคบกันเป็นแฟน พอตกเย็นวันที่ 30 ก.ค. เธอบอกว่าเรายังไม่ใช่แฟนกัน แต่คบกันก็ดู ๆ กันไป และวันนี้เธอบอกว่าเธอก็เพิ่งจะบอกกับผู้ชายอีกคนเหมือนที่บอกกับผม .... (เล่นเอาเครื่องหมาย question mask เต็มกะบาลเลยครับทั่น) เพราะก่อนหน้าที่จะคุยและขอคบกันผมถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าเธอมีใครที่กำลังดู ๆ กันอยู่มั้ย? เธอก็บอกไม่มี มีแค่คนที่เข้ามาคุย ๆ กันธรรมดาไม่มีอะไร .... เอ??? ผมพลาดอะไรไปหรือป่าวเนี่ย มันก็คิดอยู่นะครับไม่ใช่ไม่คิด แต่เก็บความรู้สึกเอาไว้มาก ๆ อยู่เหมือนกัน

ขอเวลาทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกนิดก็คงดีเหมือนกัน ก่อนที่จะกลับมายืนยันความรู้สึกเดิมอีกครั้ง ... ถ้าเวลาผ่านไปอย่างป่าวประโยชน์ผมอาจจะต้องถอย เพราะเวลาจากนี้ไปมันก็เริ่มจะน้อยลงทุกที คนเรามีเวลาทำนู้นทำนี่และใช้ชีวิตไปกับปัญหาหรือเสพความสุขได้ไม่นานหรอก ถ้ารู้ว่ามันคือทางตันผมเองก็คงไม่ฝืนใช้เวลาให้มันสูญป่าว แต่ถ้ายังพอมองเห็นแสงสว่างคนเราก็ไม่ควรจะหมดกำลังใจที่จะก้าวไปข้างหน้าให้ถึงจุดหมายของตัวเราเอง เคยบอกเคยสอนแต่คนอื่นว่าทำอะไรให้ทำมันให้เต็มที่เอาให้สุดความสามารถที่เราจะทำได้ อย่าท้อกับปัญหาที่เกิดขึ้นถ้ายังเห็นแสงสว่าง อย่าหยุดคิดอย่าเลิกคิดอย่าท้อถ้ายังไม่เริ่มและยังไม่ได้ลอง มาถึงตอนนี้คงเป็นคำพูดที่จะต้องเอามาใช้กับตัวเองบ้างแล้ว


ตกหลุมรักแต่ไม่ใช่รัก เธอเข้าใจมั้ย~*

Who's the girl?




Who's the girl?

การพูดคุยกันเพียงไม่นาน มันอาจจะสร้างความรู้สึกอะไรมากมายให้กับอีกคน... หลายคนบอกว่าคนเราถ้าไม่เคยเจอกัน ไม่เห็นกัน มันรู้สึกอะไรไม่ได้มากไปกว่าเพื่อนคุย แต่สำหรับผมแล้วดูจะเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เมื่อผมได้คุยกับเธอ

การพูดคุยระหว่างเราก็เป้นเพียงเรื่องธรรมดา เหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป แนะนำตัว สอบถามเรื่องราวส่วนตัว แต่เมื่อเริ่มที่จะคุยกันถูกคอก็ยิ่งทำให้เราดูสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้มันบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้รำบาก มันเป็นเพียงความรู้สึกลึก ๆ สำหรับใครสักคนที่เราคิดว่าใช่

24 ก.ค. 50 เป็นวันที่ผมได้รู้จักเธอ ตอนนั้นอยู่ที่ office ที่ชะอำ แต่โชคดีที่ผมจะกลับ กทม. ในวัน พฤ. ที่ 26 ก.ค. ผมว่าคงมีโอกาสได้เจอเธอบ้าง (อยากรู้จังว่าตัวตนจริง ๆ ของเธอเป็นอย่างไร) เราโทรคุยกันบ่อยครั้ง เป็นเวลา ๆ นาน ๆ 1-3 ชม. เราเริ่มสนิทกันความรู้สึกที่ผมมีให้กับเธอก็เริ่มมากขึ้น ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอผมจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเธอทันที แต่บางครั้งที่โทรไม่ได้ก็ยังแอบส่งข้อความหาเธอบ้าง เธอเองก็เช่นกันทุกครั้งที่คิดถึงผมเธอจะโทรหาผมเช่นกัน(คิดถึงป่าวไม่รู้) แต่เธอไม่เคยส่งข้อความถึงผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว.... แต่ทุก ๆ ครั้งที่เธอโทรมาผมจะตัดสายออกแล้วโทรกลับ (ก็ไม่อยากให้เธอเปลืองตังส์นี่นา)


มีอยู่ครั้งตอนที่ผมนั่งอยู่บนรถตู้กำลังกลับมาถึง กทม. เธอก็โทรเข้ามา แล้วผมก็ตัดสายและโทรกลับอีกเหมือนเดิมทุก ๆ ครั้งที่เคยทำ
โหน่ง: "รับสายเขาบ้างก็ได้นะ เขาก็อยากโทรหาเหมือนกัน" (แป่ว!!)
พี่บี: "ก็พี่บีไม่อยากให้หนูเปลืองตังส์นี่คะ ไม่เป็นไรหรอก ยิงมาก็ได้พี่บีโทรกลับเองนะ"
เธอโทรมาถามว่าถึง กทม. แล้วหรือยัง อะไรประมาณนั้น

เรานัดเจอกันครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. ที่เดอะมอลล์บางกะปิ เพื่อไปดูหนัง ทานข้าว แล้วว่าจะไปคาราโอเกะต่อ แต่ด้วยความที่เส้นทางในการเดินทางของเธอเป็นเส้นทางนรกแตก รถจะติดมาก ตอนที่ผมโทรหาเธอหลังจากที่เธอออกจาก office มาได้ประมาณ ชม. น้ำเสียงเธอก็ดูหงุดหงิด แต่ก็ขำดี เธอเริ่มจะง้องแง็ง... ผมก็ถามเธอว่า "ตกลงอยากดู SF หรือ EGV" เธอว่าอะไรก็ได้ " ถ้า EGV ต้องไป Lotus แต่ถ้า SF ก็เดอะมอลล์ หนูเลือกเอาก็แล้วกัน" เธอบอกว่างั้นดูที่เดอะมอลล์




ผ่านไป อีกเกือบครึ่ง ชม. ผมก็โทรหาเธออีก คำแรกที่ได้ยินคือ "ว่าไง จะเปลี่ยนแผนอะไรอีกละ" เล่นเอาผมอดขำไม่ได้ ก็เลยตอบกลับไปว่า "ป่าวค๊า พี่บีแค่เป็นห่วง ว่าหนูถึงไหนแล้ว" แต่ด้วยความอารมณ์ดีของผมก็ทำให้น้ำเสียงเธอดูดีขึ้น ...

ตัวจริงเธอเป็นคนน่ารักสูงโปร่ง (ทำให้ผมรู้สึกมีปมด้อยยังไงก็ไม่รู้เพราะผมสูง 173 เธอ 170) *-* ผิวเธอสีแทนสวยดี หน้าใสน่ารักจัง ผมพาเธอไปทานข้าวที่ร้านอะไรก็ไม่รู้ลืมงะ (อยากจะจดจำทุกอย่างในวันแรกที่พบกับเธอให้หมดจัง) แต่ผมนี่แย่จังทานข้าวกับเธอแต่กลับปล่อยให้เธอทานคนเดียว เธอสั่งข้าวซี่โครงหมูอบมาทานผมนั่งดื่มนมเย็น (โคตรจะแมน) แล้วแอบมองดูเธอเวลาเธอทาน ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเรากำลังชื่นชมอยู่กับคนรักที่ได้จากเราไปนานแล้วได้เขากลับคืนมาอยู่ข้าง ๆ เราใหม่อีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่อยากให้เวลาหยุดหมุนจัง อยากอยู่ตรงนั้นกับเธอ อยากใช้เวลาอยู่กับเธอให้นานเท่าที่จะทำได้ แต่หนังเข้าสองทุ่มครึ่ง ทำให้ผมมีเวลาแอบมองเธอทานข้าวแค่เพียงครึ่งชม. เอง

ตอนที่ส่งเธอขึ้น TAXI กลับ รู้สึกหวิวเลยไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไประหว่างผมกับเธอ ... ถ้าเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ไปผมได้ใช้มันหมดไปกับเธอ...อยู่ข้างเธอตลอดไป มันคงเป็นเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับผม อยากให้เป็นอย่างนั้นจัง

Tq, God for u give me to met her. although, it's a sort time but made me feel happiness. i'll be for take care and take her to happiness, i'm promise.

after this time, this's blog i'll write to her and me. i'll be make my history with her.



"""MISS U JUNG JUNG """

what the first do you try to do?


if life be easy, what the first do you try to do?

ผมเคยถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า "ชีวิตนี้เราเกิดมาทำไม?" ทุกครั้งที่เจอกับปัญหา และหาหนทางแก้ไขมันไม่ได้ และยังเป็นทุกครั้งที่ผมยังคิดถึงคำถามนี้เรื่อยไป มันเป็นคำถามที่หาคำตอบถูกต้องให้กับมันไม่ได้เลย เพราะมันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่นอน สุดแล้วแต่คนเราจะคิดตอบกันไป หลาย ๆ คนก็บอกว่าเราต่างเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ชดใช้กรรมที่เราต่างได้สร้างเอาไว้ในชาติก่อน บางคนก็บอกเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของเรา.... มีใครเคยคิดต่อบ้างมั้ยว่า "ที่เราเกิดมาเป็นเราเพราะอะไร " ผมว่าคงมีไม่น้อยที่คิดคำถามเหล่านี้ให้กับตัวเองและตอบมันไม่ได้ มันยังคงเป็นคำถามที่คาใจเราทุกคนอยู่ตลอดเวลา...


This time at Cha-Am
เวลามันผ่านไปรวดเร็ว โดยที่เราแทบไม่รู้สึกเลยว่าช่วงเวลาที่ผ่านไปเราได้ทำอะไรกันไปบ้าง มีอะไรหลายอย่างที่ชะอำ ชะอำเป็นพื้นที่ ที่ ผมไม่เคยย่างกายเข้ามาสัมผัสเลย

พูดถึงชะอำ ในตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงความเงียบสงบของผู้คน สิ่งที่ทำให้ผมคิดแบบนี้คงเป็นเพราะช่วงเวลาที่ผมได้อยู่ที่นี่เป็นช่วงฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวน้อย ทำให้ความคึกครืนน้อยลงไปด้วย แต่บรรยากาศก็ดีทำให้รู้สึกผ่อนคลายน่าพักผ่อน แต่ผมมาทำงานนะสิ ไม่ได้มาพักผ่อน ...

ขอไปทานข้าวก่อนแล้วจะมาพิมพ์ต่อก็แล้วกัน......