ผู้ติดตาม

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2550

Who's the girl?




Who's the girl?

การพูดคุยกันเพียงไม่นาน มันอาจจะสร้างความรู้สึกอะไรมากมายให้กับอีกคน... หลายคนบอกว่าคนเราถ้าไม่เคยเจอกัน ไม่เห็นกัน มันรู้สึกอะไรไม่ได้มากไปกว่าเพื่อนคุย แต่สำหรับผมแล้วดูจะเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เมื่อผมได้คุยกับเธอ

การพูดคุยระหว่างเราก็เป้นเพียงเรื่องธรรมดา เหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป แนะนำตัว สอบถามเรื่องราวส่วนตัว แต่เมื่อเริ่มที่จะคุยกันถูกคอก็ยิ่งทำให้เราดูสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้มันบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้รำบาก มันเป็นเพียงความรู้สึกลึก ๆ สำหรับใครสักคนที่เราคิดว่าใช่

24 ก.ค. 50 เป็นวันที่ผมได้รู้จักเธอ ตอนนั้นอยู่ที่ office ที่ชะอำ แต่โชคดีที่ผมจะกลับ กทม. ในวัน พฤ. ที่ 26 ก.ค. ผมว่าคงมีโอกาสได้เจอเธอบ้าง (อยากรู้จังว่าตัวตนจริง ๆ ของเธอเป็นอย่างไร) เราโทรคุยกันบ่อยครั้ง เป็นเวลา ๆ นาน ๆ 1-3 ชม. เราเริ่มสนิทกันความรู้สึกที่ผมมีให้กับเธอก็เริ่มมากขึ้น ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเธอผมจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเธอทันที แต่บางครั้งที่โทรไม่ได้ก็ยังแอบส่งข้อความหาเธอบ้าง เธอเองก็เช่นกันทุกครั้งที่คิดถึงผมเธอจะโทรหาผมเช่นกัน(คิดถึงป่าวไม่รู้) แต่เธอไม่เคยส่งข้อความถึงผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว.... แต่ทุก ๆ ครั้งที่เธอโทรมาผมจะตัดสายออกแล้วโทรกลับ (ก็ไม่อยากให้เธอเปลืองตังส์นี่นา)


มีอยู่ครั้งตอนที่ผมนั่งอยู่บนรถตู้กำลังกลับมาถึง กทม. เธอก็โทรเข้ามา แล้วผมก็ตัดสายและโทรกลับอีกเหมือนเดิมทุก ๆ ครั้งที่เคยทำ
โหน่ง: "รับสายเขาบ้างก็ได้นะ เขาก็อยากโทรหาเหมือนกัน" (แป่ว!!)
พี่บี: "ก็พี่บีไม่อยากให้หนูเปลืองตังส์นี่คะ ไม่เป็นไรหรอก ยิงมาก็ได้พี่บีโทรกลับเองนะ"
เธอโทรมาถามว่าถึง กทม. แล้วหรือยัง อะไรประมาณนั้น

เรานัดเจอกันครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. ที่เดอะมอลล์บางกะปิ เพื่อไปดูหนัง ทานข้าว แล้วว่าจะไปคาราโอเกะต่อ แต่ด้วยความที่เส้นทางในการเดินทางของเธอเป็นเส้นทางนรกแตก รถจะติดมาก ตอนที่ผมโทรหาเธอหลังจากที่เธอออกจาก office มาได้ประมาณ ชม. น้ำเสียงเธอก็ดูหงุดหงิด แต่ก็ขำดี เธอเริ่มจะง้องแง็ง... ผมก็ถามเธอว่า "ตกลงอยากดู SF หรือ EGV" เธอว่าอะไรก็ได้ " ถ้า EGV ต้องไป Lotus แต่ถ้า SF ก็เดอะมอลล์ หนูเลือกเอาก็แล้วกัน" เธอบอกว่างั้นดูที่เดอะมอลล์




ผ่านไป อีกเกือบครึ่ง ชม. ผมก็โทรหาเธออีก คำแรกที่ได้ยินคือ "ว่าไง จะเปลี่ยนแผนอะไรอีกละ" เล่นเอาผมอดขำไม่ได้ ก็เลยตอบกลับไปว่า "ป่าวค๊า พี่บีแค่เป็นห่วง ว่าหนูถึงไหนแล้ว" แต่ด้วยความอารมณ์ดีของผมก็ทำให้น้ำเสียงเธอดูดีขึ้น ...

ตัวจริงเธอเป็นคนน่ารักสูงโปร่ง (ทำให้ผมรู้สึกมีปมด้อยยังไงก็ไม่รู้เพราะผมสูง 173 เธอ 170) *-* ผิวเธอสีแทนสวยดี หน้าใสน่ารักจัง ผมพาเธอไปทานข้าวที่ร้านอะไรก็ไม่รู้ลืมงะ (อยากจะจดจำทุกอย่างในวันแรกที่พบกับเธอให้หมดจัง) แต่ผมนี่แย่จังทานข้าวกับเธอแต่กลับปล่อยให้เธอทานคนเดียว เธอสั่งข้าวซี่โครงหมูอบมาทานผมนั่งดื่มนมเย็น (โคตรจะแมน) แล้วแอบมองดูเธอเวลาเธอทาน ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเรากำลังชื่นชมอยู่กับคนรักที่ได้จากเราไปนานแล้วได้เขากลับคืนมาอยู่ข้าง ๆ เราใหม่อีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่อยากให้เวลาหยุดหมุนจัง อยากอยู่ตรงนั้นกับเธอ อยากใช้เวลาอยู่กับเธอให้นานเท่าที่จะทำได้ แต่หนังเข้าสองทุ่มครึ่ง ทำให้ผมมีเวลาแอบมองเธอทานข้าวแค่เพียงครึ่งชม. เอง

ตอนที่ส่งเธอขึ้น TAXI กลับ รู้สึกหวิวเลยไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไประหว่างผมกับเธอ ... ถ้าเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ไปผมได้ใช้มันหมดไปกับเธอ...อยู่ข้างเธอตลอดไป มันคงเป็นเวลาที่มีค่าที่สุดสำหรับผม อยากให้เป็นอย่างนั้นจัง

Tq, God for u give me to met her. although, it's a sort time but made me feel happiness. i'll be for take care and take her to happiness, i'm promise.

after this time, this's blog i'll write to her and me. i'll be make my history with her.



"""MISS U JUNG JUNG """

ไม่มีความคิดเห็น: